หน้าแรก สวพส. เว็บบล็อก เว็บบอร์ด สื่อเพื่อการเรียนรู้ และบริการข้อมูลอื่นๆ
หน้าแรก H-KM | องค์ความรู้ | กิจกรรมอื่นๆ | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา-ค้นหา  
องค์ความรู้รายสาขา
Skip Navigation Links
ผักบนพื้นที่สูงExpand ผักบนพื้นที่สูง
Skip Navigation Links
ไม้ผลบนพื้นที่สูงExpand ไม้ผลบนพื้นที่สูง
Skip Navigation Links
ไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบExpand ไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบ
Skip Navigation Links
ชาและกาแฟExpand ชาและกาแฟ
Skip Navigation Links
ผักพื้นบ้านและสมุนไพรบนพื้นที่สูงExpand ผักพื้นบ้านและสมุนไพรบนพื้นที่สูง
Skip Navigation Links
ปศุสัตว์Expand ปศุสัตว์
Skip Navigation Links
พืชไร่บนพื้นที่สูงExpand พืชไร่บนพื้นที่สูง
Skip Navigation Links
หัตถกรรมExpand หัตถกรรม
Skip Navigation Links
การฟื้นฟูความอุดมสมบรูณ์ของดินExpand การฟื้นฟูความอุดมสมบรูณ์ของดิน
องค์ความรู้งานวิจัย
Skip Navigation Links
งานวิจัยสถาบันExpand งานวิจัยสถาบัน
สื่อการเรียนรู้
Skip Navigation Links
ชุดการเรียนรู้Expand ชุดการเรียนรู้
Skip Navigation Links
คู่มือการเรียนรู้Expand คู่มือการเรียนรู้
Skip Navigation Links
E-learning
 
เอกสารเผยแพร่

สถิติการใช้งาน
 เรื่อง : ไม้ผลบนพื้นที่สูง >> ไม้ผลเขตร้อน (Tropical Fruit) >> เสาวรส
 
                                                    passion-fruit.png



ชื่อวิทยาศาสตร์        Passiflora edulis

ลักษณะทั่วไป
เสาวรสเป็นไม้ผลเขตร้อนชนิดเถาเลื้อย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามการใช้ประโยชน์ คือเสาวรสโรงงาน มี 2 พันธุ์ ได้แก่ ผลสีเหลือง และผลสีม่วง และเสาวรสรับประทานสดหรือเสาวรสหวาน ซึ่งมีอยู่ 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์รับประทานสด1 และรับประทานสด 2 ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ มีผิวผลสีม่วง

รายละเอียดมาตรฐานคุณภาพ        เสาวรสรับประทานสดหรือเสาวรสหวาน แบ่งออกเป็น 3 เกรด คือ
1. เกรดพิเศษ    ผลดี ไม่บิดเบี้ยว ไม่แตก เนื้อในเหลืองเข้ม น้ำหนักผล 70 กรัมขึ้นไปและต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 15%
2. เกรด 1          ผิวดี ไม่บิดเบี้ยว ไม่แตก เนื้อในเหลืองเข้ม น้ำหนักผลประมาณ 50-70 กรัม และต้องมีความหวานไม่ต่ำกว่า 15%
3. เกรดโรงงาน  ผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตรขึ้นไป และผลต้อง ไม่เหี่ยว ไม่เบี้ยว และไม่เน่า

ช่วงการส่งผลผลิตออกสู่ตลาด     :    เดือนมิถุนายน-เดือนกุมภาพันธ์

การปลูกและการบำรุงรักษา
โดยธรรมชาติเสาวรสจะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 5-7 เดือนหลังปลูกด้วยเมล็ด สำหรับเสาวรสหวานนั้นจะติดผลเร็วกว่านี้ เนื่องจากต้นกล้าที่เปลี่ยนยอดพันธุ์ดีแล้ว แต่อายุที่เหมาะสมจะให้ติดผลไม่ควรน้อยกว่า 5 เดือน เพื่อให้ต้นแข็งแรงเพียงพอและขึ้นค้าง ปกติแล้วเสาวรสจะให้ผลผลิตได้ตลอดปีถ้าไม่ขาดน้ำ แต่ในสภาพที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน เสาวรสจะให้ผลผลิตได้ดีในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกุมภาพันธุ์ ดังนั้นการปลูกเสาวรสจึงมี 2 แบบคือ การปลูกแบบอาศัยน้ำฝนและการปลูกแบบให้น้ำ

1. การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน
เนื่องจากเสาวรสจะให้ผลผลิตได้ดีในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกุมภาพันธุ์ ในการโดยอาศัยน้ำฝนจะต้องตัดแต่งในเดือนกุมภาพันธุ์ทุกปี ดังนั้นจะต้องวางแผนการปลูกก่อนเดือนอย่างน้อย 7 เดือน ซึ่งมี 2  ช่วง คือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว แต่หลังจากปลูกแล้วจะต้องให้น้ำเพื่อให้ต้นเสาวรสสามารถเจริญผ่านฤดูแล้งไปก่อน สำหรับอีกช่วงหนึ่ง คือ การปลูกในช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคมช่วงนี้ไม่ต้องให้น้ำ แต่ในปีแรกช่วงระยะเวลาให้ผลผลิตจะสั้นแค่ 3-4 เดือนเท่านั้น โดยจะเริ่มให้ผลผลิตในเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธุ์

2. การปลูกแบบให้น้ำ
พื้นที่ปลูกที่สามารถให้น้ำได้ในฤดูแล้ง จะทำให้เสาวรสให้ผลผลิตได้ทันทีเมื่ออายุประมาณ 5-7 เดือนหลังจากปลูก และให้ผลผลิตได้ตลอดปี ดังนั้นจึงสามารถปลูกได้ทุกช่วงเวลา แต่ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษาด้วย ตัวอย่างเช่นถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนจะประหยัดในเรื่องการให้น้ำแต่จะต้องเพิ่มงานกำจัดวัชพืชมากขึ้น ถ้าหากจะปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องลงทุนในการให้น้ำแต่ปัญหาเรื่องวัชพืชจะน้อยลงมาก

ขั้นตอนการปลูก

1. การคัดเลือกและเตรียมพื้นที่
การเตรียมพื้นที่ปลูกเสาวรสหวาน ต้องมีการไถพรวนพื้นที่ก่อนถ้าหากพื้นที่ไม่ลาดชันมากนักและถ้าสามารถหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ในขณะไถพรวนพื้นที่ได้จะดีมาก เนื่องจากเสาวรสมีระบบรากตื้นแต่แผ่กว้าง จากนั้นจึงขุดหลุมปลูกโดยให้มีระยะปลูก 3x3 เมตร จำนวน 177 ต้นต่อไร่ หลุมปลูกควรมีขนาด 30x30x30 เซนติเมตรและอยู่บริเวณโคนเสาค้างเพราะจะทำให้สะดวกในการปฏิบัติงานภายในแปลง รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรียือีกครั้งใส่ลงในหลุมและควรเตรียมหลุมปลูกก่อนล่วงหน้าระยะหนึ่งเพื่อให้อินทรีย์วัตถุที่ใส่ลงไปย่อยสลายก่อน

2. การคัดเลือกและเตรียมต้นกล้า
การปลูกเสาวรสหวานต้องมีการเตรียมต้นกล้าไว้ล่วงหน้าให้พอดีกับช่วงเวลาที่จะปลูก เพื่อไม่ให้ต้นกล้าอ่อนแอหรือแก่เกินไปซึ่งจะมีผลให้ระบบรากไม่ดี เพราะการผลิตต้นกล้าเสาวรสส่วนใหญ่จะใช้ถึงปลูกขนาดเล็กเพื่อให้สะดวกต่อการขนส่ง จึงไม่สามารถเลี้ยงต้นกล้าไว้ในถุงปลูกนานได้และที่สำคัญต้นกล้าที่จะนำมาปลูกต้องคัดเลือกให้มีความสมบูรณ์สม่ำเสมอกัน และไม่แสดงอาการเป็นโรคไวรัส ถ้าหากเป็นต้นกล้าที่นำมาจากแหล่งอื่นควรนำมาเลี้ยงไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ต้นกล้าฟื้นตัวจากการกระทบกระเทือนที่เกิดจากการขนส่ง

3. วีธีการปลูก
หลังจากเตรียมหลุมปลูกแล้วจึงนำต้นกล้าลงปลูกได้ ในกรณีที่ปลูกด้วยต้นพันธุ์ที่เปลี่ยนยอดแล้วต้องให้รอยต่อของยอดพันธุ์กับต้นตออยู่สูงกว่าระดับดิน เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทางรอยต่อและต้องแกะเอาวัสดุพันกิ่งออก

เมื่อปลูกต้นกล้าแล้วให้ใช้หลักไม้ไผ่ขนาดเล็กความสูงถึงระดับค้างปักและผูกเถาติดกับหลักหรือเสาค้าง เพื่อให้ยอดของต้นตั้งตรงตลอดเวลา ต้นจึงจะเจริญเติบโตได้เร็วและต้องคอยผูกเถากับหลักอยู่เสมอๆ เมื่อยอดเจริญยาวขึ้น

4. การทำค้าง
เนื่องจากเสาวรสเป็นไม้ผลประเภทเถาเลื้อยการปลูกจึงต้องมีค้างรองรับต้นและผลผลิตค้างเสาวรสต้องแข็งแรงเพียงพอสามารถใช้งานได้อย่างน้อย 3 ปี ต่อการปลูก 1 ครั้ง และต้องทำได้ทันทีเมื่อเถาเจริญถึงค้าง ซึ่งปกติจะใช้เวลา 3เดือน การทำค้างช้าเป็นปัญหาที่พบมากเพราะเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ทุนและแรงงานมากที่สุดในการปลูกเสาวรส ถ้าหากทำค้างช้าเสาวรสจะให้ผลผลิตช้าลง

5. การจัดทรงต้นและการเลี้ยงเถา
เสาวรสมีการจัดทรงต้นเช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ซึ่งจะต้องจัดทรงต้นให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตเริ่มดำเนินการตั้งแต่หลังปลูกจนกระทั่งต้นเจริญขึ้นค้าง โดยจะต้องให้เสาวรสมีลำต้นเดียวตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึงค้าง ระยะนี้จะต้องคอยตัดหน่อที่งอกจากต้นตอและกิ่งของต้นออกให้หมดรวมทั้งต้องมัดเถาให้เลื้อยขึ้นตั้งตรงอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้ายอดของเถาห้อยลงจะทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโตและแตกตาข้างมาก เนื่องจากเสาวรสรับประทานสดเป็นต้น ที่ได้จากการเสียบยอดจึงติดผลเร็ว ต้องหมั่นเด็ดผลทิ้งจนกว่าต้นจะเจริญขึ้นถึงค้าง

หลังจากต้นเจริญถึงค้างแล้วให้ทำการตัดยอดเพื่อบังคับให้แตกเถาใหม่ 3-4 กิ่ง จากนั้นจัดเถาให้กระจายออกไปโดยรอบต้นทั่วพื้นที่ของค้างและควรตัดยอดของทุกเถาอีกครั้งเมื่อยาวพอสมควรแล้วเพื่อช่วยให้แตกยอดมากขึ้น

6. การใส่ปุ๋ย

1.ปุ๋ยอินทรีย์ มีประโยชน์ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้ต้นเสาวรสมีความแข็งแรงและลดความรุนแรงของโรคไวรัส ซึ่งได้แก่ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก โดยต้องใส่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จะใส่พร้อมกับการเตรียมดินก่อนปลูกและหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว หลังจากทำการตัดแต่งกิ่งในแต่ละปี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธุ์โดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 10กิโลกรัมต่อต้นตลอดปี อาจจะใช้วิธีโรยเป็นแถวระหว่างต้นหรือโรยรอบต้นแล้วไถพรวนหรือใช้ดินกลบ

2. ปุ๋ยเคมี  โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่อง ครั้งละจำนวนน้อยแต่บ่อยครั้งเพราะเสาวรสมีช่วงการให้ผลผลิตตลอดปีและพื้นที่สูงมักจะมีปัญหาการชะล้างโดยฝนทำให้เกิดการสูญเสียปุ๋ยได้ง่าย อัตราปุ๋ยเคมีที่แนะนำให้ใช้จำนวน 150-200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หรือประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี โดยใส่ดังนี้

ปีที่ 1 ระยะหลังปลูกจนถึงอายุ 5-7 เดือนหรือเริ่มติดผล ใส่ ดังนี้
ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี

- รองก้นหลุม 100 กรัม
- แบ่งใส่ทางดิน 2 ครั้ง สูตร 46-0-0 อัตรา 200 กรัมต่อต้นต่อปี
- แบ่งใส่เดือนละครั้งโดยผสม   น้ำราดหรือใส่ทางดิน ระยะก่อนเก็บผลผลิต 1 เดือนจนถึงสิ้นสุดฤดูกาล
-ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี ใส่ทางดินเดือนละครั้ง ประมาณ 50 กรัมต่อต้น
-สูตร 0-0-50 หรือ 0-0-60 อัตรา 200 กรัมต่อต้นต่อปี ใส่ทางดินเดือนละครั้ง ในระหว่างกลางของการใส่ปุ๋ย
-สูตร 13-13-21 แต่ละครั้งประมาณ 40 กรัมต่อต้น

ปีที่ 2 และ 3 (ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน เก็บผลผลิต สิงหาคม-กุมภาพันธุ์) หลังตัดแต่งกิ่งจนถึงเริ่มติดผล

-ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี
-สูตร 46-0-0 อัตรา 200 กรัมต่อต้นผสมกัน ใส่ทางดินโดยแบ่งใส่เดือนละ 1 ครั้งๆละ 100 กรัม ก่อนเริ่มเก็บผล 1 เดือนถึงสิ้นสุดฤดูกาล ใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกับปีที่ 1 

ปีที่ 2-3  (ปลูกแบบให้น้ำเก็บผลผลิตได้ตลอดปี) ตลอดทั้งปี

-ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี
-สูตร 46-0-0 อัตรา 200 กรัมต่อต้นต่อปี ผสมใส่ 2 เดือนครั้ง 100 กรัม
-สูตร 13-13-21 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่เดือนละ 50 กรัมต่อต้นสลับช่วงกับสูตร 15-15-15 และสูตร 46-0-0  สูตร 0-0-50 หรือ 0-0-60 อัตรา 300 กรัมต่อต้นต่อปี ใส่ 2 เดือนครั้งๆละ 50 กรัม สลับช่วงกับสูตร 13-13-21

7. การให้น้ำและการกำจัดวัชพืช
เสาวรสทนความแห้งแล้งได้ดีพอสมควร สามารถปลูกโดยอาศัยน้ำฝนได้ แต่การปลูกเสาวรสหวานแบบให้น้ำเพื่อให้ผลผลิตตลอดปีนั้นจำเป็นต้องให้น้ำฤดูแล้งประมาณ 7 ครั้ง ซึ่งสามารถให้ได้หลายวิธี เช่น สปริงเกอร์ หรือให้น้ำทางสายยาง เป็นต้น สำหรับวัชพืชต้องหมั่นกำจัดอยู่เสมอ อาจจะใช้วิธีการตัดหรือพ่นด้วยสารเคมีแต่ต้องใช้สารเคมีประเภทดูดซึม หลังจากที่เถาเต็มค้างแล้วปัญหาเรื่องวัชพืชจะน้อยลง

8. การปลิดผล
โดยระยะธรรมชาติเสาวรสจะออกดอกติดผลได้ง่าย โดยดอกจะเกิดที่ทุกข้อบริเวณโคนก้านใบของกิ่งใหม่ ถึงแม้ว่าดอกบางส่วนจะร่วงไม่ติดผล แต่ก็มักจะติดผลค่อนข้างมากทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่สม่ำเสมอจำเป็นต้องปลิดผลที่มีคุณภาพต่ำทิ้งให้ผลที่เหลืออยู่มีคุณภาพดี ซึ่งจำเป็นมากสำหรับเสาวรสรับประทานสดที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพของผลผลิตพิเศษ

ใน 1 เถาเสาวรสจะให้ผลที่มีคุณภาพดีเป็นชุด ชุดละ 3-4 ผล หลังจากติดผล 1 ชุดแล้วผลชุดต่อไปมักมีขนาดเล็กเนื่องจากมีอาหารไม่เพียงพอจึงต้องปลิดทิ้งบ้าง นอกจากนี้ยังมีผลที่บิดเบี้ยวเนื่องจากการทำลายของโรคและแมลงซึ่งต้องปลิดทิ้งด้วย โดยปลิดเมื่อผลยังมีขนาดเล็กอยู่

9. การตัดแต่งเถา

1) การปลูกแบบอาศัยน้ำฝน  จะต้องทำการตัดแต่งหนัก 1 ครั้ง หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธุ์ โดยตัดเถาโครงสร้างที่เกิดจากลำต้นให้เหลือ 3-4 กิ่งยาว แต่ละกิ่งยาวประมาณ 30 เซนติเมตร หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนต้นเสาวรสจะแตกยอดใหม่ที่กิ่งโครงสร้าง แต่ยอดเหล่านี้จะเจริญเติบโตค่อนข้างช้าเนื่องจากสภาพอากาศร้อนและแล้ง ซึ่งอาจมีผลจากอาการของโรคใบด่างด้วย จนกระทั่งเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนจึงจะแตกตาข้างเกิดยอดใหม่ที่สมบูรณ์ไว้ 2-3ยอดต่อเถาโครงสร้าง 1 เถา และจัดเถาให้กระจายไปรอบต้น

2) การปลูกแบบให้น้ำ  การปลูกแบบนี้จะไม่มีการตัดแต่งหนักในฤดูแล้งเพราะต้องการให้มีผลผลิตตลอดปี แต่จะใช้การตัดยอดของเถาโครงสร้างที่ยืดยาวออกไปเป็นระยะๆ หลังจากที่ต้นขึ้นค้างแล้วเพื่อบังคับให้แตกเถาข้างมากขึ้นและทำการตัดแต่งเถาข้างหรือเถาแขนงที่แก่หรือให้ผลผลิตแล้วออกเป็นประจำเพื่อให้แตกยอดใหม่ทดแทนตลอดเวลา โดยตัดให้เหลือ 2-3 ตา ในบางช่วงที่ต้นติดผลน้อยกว่าปกติ อาจจะตัดแต่งให้หนักขึ้นได้โดยจะไม่กระทบต่อการให้ผลผลิตมากนัก

10. การเก็บเกี่ยวและการบ่ม

เสาวรสหวาน จะเก็บเกี่ยวบนต้นโดยไม่ปล่อยให้ร่วงเหมือนกับเสาวรสโรงงาน ผลเสาวรสจะสุกเมื่ออายุ 50-70 วันหลังดอกบาน ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว คือ เมื่อผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้วประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ โดยสีของผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงอมม่วง เก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรตัดขั้วผลจากต้นให้ขั้วผลสั้นติดผลแล้วจึงนำมาบ่มเพื่อให้สีของผลสวยและมีรสชาติดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะทำการเก็บเกี่ยวทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง

ในการบ่มแนะนำให้ใช้แคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านแก๊ส ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ใส่ผลเสาวรสลงในภาชนะ เช่น กล่องกระดาษแล้วนำแคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านแก๊สใส่ภาชนะเล็กๆ หรือห่อด้วยกระดาษพรมน้ำเล็กน้อยให้เกิดก๊าซอะเซทธิลีนแล้วปิดภาชนะทิ้งไว้ 2-3วัน ผลจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มจึงส่งจำหน่าย ในกรณีที่ผลผลิตมีจำนวนมากให้ใช้วิธีใส่ผลผลิตลงในลังพลาสติก สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าใส่แคลเซียมคาร์ไบด์มากเกินไปเพราะจะทำให้ผิวผลเสียหาย

โรคและแมลงศัตรู

โรคของเสาวรส 

1. โรคใบด่าง (Mosaic)
เกิดจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ Passion fruit Woodiness Virus (PWV) ลักษณะต้นที่เป็นโรคจะแสดงอาการใบด่าง เส้นใบใส ผลด่างทั่วผล และมีอาการด่างแบบวงแหวน ผิวเปลือกไม่เรียบ เปลือกหนากว่าปกติ ผลจะมีลักษณะบิดเบี้ยวบิดเบี้ยวและขนาดเล็กลง เชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่ง คือ Cucumber Mosaic Virus (CMV) อาการที่พบคือ ใบด่างเหลือง ใบยอดบิด และหงิกงอ ผิวไม่เรียบ ผลบิดเบี้ยว

การป้องกันกำจัด
1. เมล็ดที่นำมาปลูกเพื่อเป็นต้นตอและพันธุ์ที่จะนำมาเสียบยอดควรปลอดจากเชื้อไวรัส
2. ไม่ควรปลูกปะปนกับพืชตระกูลแตง และตระกูลมะเขือ
3. กำจัดแมลงพาหะและวัชพืชทั้งในแปลงและบริเวณรอบแปลงปลูก
4. เครื่องมือที่ใช้ตัดแต่งกิ่ง ควรทำความสะอาดโดยการจุ่มลงในน้ำสบู่ ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน   ทุกครั้งก่อนและหลังตัดแต่งเสร็จในแต่ละต้น
5. บำรุงต้นให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ต้นทนทานต่อการทำลายของโรคไวรัส และยังคงให้ผลผลิตได้ดีถึงแม้ว่าปริมาณและคุณภาพจะลดลงบ้าง

2. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp.  ทำให้ใบเป็นแผลสีน้ำตาลขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้ม หากเข้าทำลายส่วนของเถาจะทำให้แผลลักษณะ Canker โดนระยะแรกเกิดการตายของเนื้อเยื่อและเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาลขนาดเล็ก ต่อมาแผลขยายใหญ่ลุกลามไปตามกิ่ง แผลเมื่อรุนแรงจะปรากฏเป็นสีน้ำตาลปนเทามีวงซ้อนกัน

การป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงปลูกแล้วนำไปเผาทำลายเพื่อลดแหล่งและการแพร่ระบาดของเชื้อสาเหตุ
2. หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี แนะนำให้ใช้บิโนมิล (เบนเลท) หรือคาร์เบนดาซิม (บาวิสติน, เดอโรชาล) ฉีดพ่นสลับกับสารประกอบทองแดง เช่น โคไซด์ดีเอฟ โคแมก หรือ คูปราวิต 1-2 ครั้ง
3. โรคเถาแห้งตาย (Die back)

สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. ทำให้เกิดอาการอาการตายของเถาและมักจะตายจากส่วนยอดมายังโคน

การป้องกันกำจัด
ตัดกิ่งที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย จากนั้นฉีดพ่นสารเคมี ได้แก่ พัซีเอ็มบี+อีทริไดอะโซล (เทอร์ราคอล ซุปเปอร์เอกซ์) สลับกับโปรปิเนป (แนทราโคล) หรือ แมนโคเซบ (ไดเทนเอ็ม-45) ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง

4. โรครากเน่าและโคนเน่า (Damping off, Root rot and foot rot)
มักจะเกิดกับต้นกล้าหรือต้นที่ปลูกในพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia sp. และ Fusarium sp. โดยต้นจะแสดงอาการเหี่ยว บางครั้งลำต้นบวมพองและแตก เมื่อผ่าดูระบบท่อน้ำท่ออาหารบริเวณรากและโคนต้นเป็นสีน้ำตาล

การป้องกันกำจัด
1. ไม่ควรเพาะเมล็ดถี่เกินไป
2. ในพื้นที่ที่เคยพบการระบาด ควรทำการไถดินตากแดดไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณของเชื้อโรคในดิน
3. ควรนำเชื้อราไตรโคเดอร์มามาใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคในดินและควรใช้อย่างสม่ำเสมอ
4. เมื่อเริ่มพบการเกิดโรคควรกำจัดแหล่งของเชื้อโรค โดยขุดต้นที่เป็นโรคออกจากแหล่งปลูกแล้วนำไปเผาทำลาย หากพบการแพร่ระบาดของโรคมากและจำเป็นต้องใช้สารเคมี แนะนำให้ใช้ พีซีเอ็นบี+อีทริไดอะโซล (เทอร์ราคอล ซุปเปอร์เอกซ์) หรือโฮโอพาเนต (พรอนโต-40) ราดบริเวณหลุมและโคนต้นที่อยู่ใกล้เคียงสัปดาห์ละครั้ง

5. โรคจุดสีน้ำตาลที่ผล (Brown fruit spot)

สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. ทำให้เป็นจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กจนถึงไหม้ลามติดกันเป็นบริเวณกว้างขอบแผลสีเขียวเข้ม บางผลมีอาการผลเหี่ยวร่วมด้วย

การป้องกันกำจัด
ต้องหมั่นดูแลรักษาแปลงให้สะอาดอยู่เสมอตัดแต่งเถาที่แก่และแน่นทึบออกบ้าง เพื่อให้แสงแดดส่องถึงและให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำการตัดแต่งผลที่เป็นโรคออกจากแปลง หากพบการแพร่ระบาดของโรคมากและจำเป็นต้องทำการป้องกันกำจัด แนะนำให้ใช้สารเคมี เช่น บีโนมิล(เบนเลท) หรือ แมนโคเซบ (ไดเทนเอ็ม-45) หรือ แคปแทน ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง แต่ไม่ควรใช้ในช่วงหลังเก็บเกี่ยว

แมลงศัตรูของเสาวรส

1. ไรแดงเทียม (Brevipalpus phoenicis)
ลักษณะการทำลายจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ กาบใบ ดอก ผล กิ่งก้าน และลำต้น ใบและผลที่ถูกทำลายในระยะแรกจะเป็นจุดสีขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป ผิวของใบและผลบริเวณที่ถูกทำลายจะเหี่ยวยุบลงและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและค่อยๆแห้งร่วงหลุดจากต้น หากมีการระบาดมากให้ใช้สาร bromopropylate หรือ สาร amitraz ฉีดพ่นบริเวณใต้ใบและเน้นบริเวณขั้วผล

2. เพลี้ยไฟ (Thrip)
เพลี้ยไฟมีปากดูดมักเข้าทำลายที่ใบอ่อนและผลอ่อน โดยส่วนของพืชที่ถูกเพี้ยไฟเข้าทำลายจะมีลักษณะกร้านสีน้ำตาล เพลี้ยไฟมักจะระบาดในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงที่ฝนทิ้งช่วงที่ฝนทิ้งช่วง หากพบการระบาดของเพลี้ยไฟควรทำการป้องกันกำจัดพร้อมบำรุงต้นพืชให้แข็งแรงและกำจัดวัชพืชในแปลง

สารเคมีป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
1. คาร์โบซัลเฟต (พอสซ์) 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
2. โพรไทโอฟอส (โตกุไธออน) 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
3. อิมิดาโคลพริด (คอนฟิดอร์) 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

การป้องกันกำจัดแมลงด้วยสารเคมีสามารถทำได้ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตและให้งดการพ่นสารเคมีทุกชนิดก่อนการเก็บเกี่ยว 7-15 วัน


ที่มา : -
[กลับหน้าหลัก]