Welcome
  
 
ข้อมูลงานวิจัย
 
ชื่อโครงการ (ภาษาไทย) : โครงการวิจัยการศึกษาเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวง
ชื่อโครงการ (ภาษาภาษาอังกฤษ) : A Study on Competitive Status of Royal Project’s Vegetables, Fruits and Coffee Produces Under Free Trade Areas
ปีงบประมาณที่เสนอขอ : 2552
ยุทธศาสตร์ : การวิจัยและพัฒนา
แผนงาน : วิจัยและพัฒนาสนับสนุนงานโครงการหลวง
คำสำคัญ (Keywords) : เศรษฐกิจ การผลิต การตลาด สินค้าเกษตร โครงการหลวง
ระยะเวลาดำเนินโครงการ : 1 ตุลาคม 2551  ถึง 30 กันยายน 2552
สถานะ : เสร็จสิ้นงานวิจัย
งบประมาณทั้งโครงการ : 2,500,000.00 บาท
เงินสนับสนุนโครงการ : -
 
พื้นที่ดำเนินการ : 1. ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง
 
บทคัดย่อ(ภาษาไทย) : การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) สินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้กับประเทศต่างๆได้ก่อให้เกิดการขยายตัวของการส่งออกกลุ่มสินค้าดังกล่าวของไทยช้ากว่าการขยายตัวของการนำเข้าเป็นผลให้ความได้เปรียบดุลการค้าของไทยทั้งผัก ผลไม้ และกาแฟ มีแนวโน้มลดลง
การศึกษาสถานภาพในการแข่งขันของสินค้าพืชผัก 5 ชนิด ซึ่งได้แก่ผักกาดหอมห่อ บร็อคโคลี แครอท มะเขือเทศ และมันฝรั่ง พบว่าพืชผัก 4 ชนิดในจำนวนดังกล่าวได้แก่ ผักกาดหอมห่อ บร็อคโคลี แครอท และมันฝรั่งได้มีการนำเข้าขยายตัวสูงขึ้นกว่าการส่งออกในทุกปีทำให้มูลค่าการขาดดุลการค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนมะเขือเทศเป็นพืชผักชนิดเดียวในกลุ่มที่ศึกษาที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบดุลการค้า ในส่วนของสินค้าผลไม้ 7 ชนิดที่ศึกษา ได้แก่สตรอเบอรี่ พลับ พีช อะโวกาโด กีวีฟรุต องุ่น และแอปเปิล พบว่าการค้าสินค้าดังกล่าวประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออกและมีการขาดดุลการค้าผลไม้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี
การก้าวไปสู่นโยบายการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าวได้มีผลต่อการปรับลดอัตราภาษีในกลุ่มผักและผลไม้ในหลายชนิดให้เป็นศูนย์หรือเกือบเป็นศูนย์ พร้อมกับมีการพัฒนากฏระเบียบและมาตรการด้านสุขอนามัยของประเทศผู้นำเข้าสินค้าผักและผลไม้ ซึ่งผู้ส่งออกจะต้องถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออก มาตรการด้านสุขอนามัยนั้นครอบคลุมถึงระบบการผลิตภายใต้มาตรฐาน GAP และระบบการบรรจุและแปรรูปภายใต้มาตรฐาน GMP และ HACCP เป็นฐานสำคัญ
สำหรับโอกาสการแข่งขันทางการค้าของสินค้าพืชผักสด ผลไม้สด และกาแฟของโครงการหลวงภายใต้ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า ในภาพรวมแล้วพืชผักสด ผลไม้สดและกาแฟที่เป็นสินค้าของโครงการหลวง สามารถแข่งขันได้กับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในประเทศ ทั้งนี้เพราะสินค้าของโครงการหลวงดังกล่าวมีตลาดจำเพาะและเป็นการผลิตภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย โดยพบว่าในช่วงปี 2550-51 พืชผักสดของโครงการหลวงมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ในกลุ่มผลไม้สดมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นในส่วนของไม้ผลขนาดเล็กและไม้ผลเมืองร้อน ส่วนไม้ผลเมืองหนาวพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีการเปลี่ยนแปลงราคาลดลง โดยเฉพาะ พลับ พลัม พีชต่างๆ สาลี่ กีวีฟรุต ส่วนสินค้ากาแฟของโครงการหลวงมีมูลค่าการจำหน่ายเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแต่หากนโยบายการปกป้องตลาดสินค้ากาแฟของไทยทยอยลดน้อยถอยลงอาจจะได้รับผลกระทบเกิดขึ้นจากกาแฟนำเข้าที่มีระดับราคาที่ต่ำกว่าได้
การศึกษาในเรื่องนี้ได้รวมถึงนำเสนอรูปแบบกลยุทธ์ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานสินค้าพืชผัก ผลไม้และกาแฟของโครงการหลวง


บทคัดย่อ(ภาษาอังกฤษ) :
A movement toward a Free Trade Agreements (FTA) on vegetables, fruits, and coffee in which Thailand has previously made agreements with the People Republic of China, Australia, New Zealand, Japan, and India have later induced the export expansion less than the import expansion resulted in a declining net trade surplus
For five selected vegetables export during 2003-2008 comprising of lettuce, broccoli, carrot, tomato and potato, only tomato, it is found that Thailand has annually encountered with a trade deficit in lettuce, broccoli, carrot, and potato but only a trade surplus in tomato. Also for seven selected Thailand’s international fruit trade comprising of strawberry, peach, parsimony, avocado, kiwi fruit, grape, and apple during the same period, it is found that Thailand is a trade deficit for each of those commodities.
As a Consequence of Thailand’s FTA with those countries, the import duties are inevitably reduced to be zero or toward a zero rate. The standard and measures for sanitary and psytosanitary (SPS) developed by those import countries are essential for exporters to importantly conform with these measures .The SPS measures also include GAP, GMP, and HACCP.
In observing the competitive opportunity of RPF trading of fresh vegetables, fresh fruits and coffee, it is found that most of the RPF produces face less affected from the FTA. This is because the RPF produces have a specific markets and produced under the food safety standards. The changes in price of most RPF fresh vegetables are still positive during 2007-08. For Fresh fruits, only sub-tropical fruits, particularly persimmon, plum, peach, pear, and kiwifruit are affected. Although the RPF coffee sale value still increased during 2007-08 a trading adjustment toward a free trade in the near future would inevitably create a more competitive in a domestic market and would reduce in its price. It would soon inevitably affect the RPF coffee produce.
This study finally presents a strategic model for Royal Project’s integrated supply chain management for vegetables, fruits and coffee.


ความเป็นมาโดยสรุป : มูลนิธิโครงการหลวง ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรบนพื้นที่สูง และในขณะเดียวกันได้เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนให้เกิดการค้นคว้าวิจัย ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับระบบการเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อการผลิตสินค้าพืชผักปลอดภัยและพืชผักอินทรีย์ร่วมไปกับหน่วยราชการต่างๆ ซึ่งผลของการพัฒนาดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตของเกษตรกร ให้ตระหนักถึงสภาพ แวดล้อมและการผลิตเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยมีพื้นที่การดำเนินงานโครงการประมาณ 1.6 ล้านไร่ ครอบคลุมใน 5 จังหวัด ภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน

แม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าพืชผักและผลไม้ของเกษตรกรบนพื้นที่สูงจะได้พัฒนาก้าวหน้าไปในระบบการผลิต โดยมีสำนักวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงทำหน้าที่ในการให้การส่งเสริมทางด้านเทคนิคการผลิต เพื่อให้การผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมีมูลนิธิโครงการหลวงได้ทำหน้าที่ในการจัดการและพัฒนาระบบการตลาดจนเป็นผลให้สินค้าเกษตรของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ได้สนองตอบต่อนโยบายการผลิตอาหารปลอดภัยของประเทศ และเป็นที่ต้องการของหน่วยธุรกิจการให้บริการด้านอาหารต่างๆ และตลอดจนผู้บริโภค นอกจากนี้สินค้าพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวง ซึ่งเป็นสินค้าที่ส่วนใหญ่ส่งเสริมการผลิต เพื่อทดแทนการนำเข้าโดยเฉพาะพืชผักและผลไม้เมืองหนาว อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูการค้าของประเทศเพื่อการก้าวเข้าสู่นโยบายการค้าเสรี โดยเฉพาะการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาเกษตรกรบนพื้นที่สูงของมูลนิธิโครงการหลวง เพราะสินค้าพืชผักและผลไม้นำเข้าหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าพืชผักและผลไม้จากประเทศจีนได้เข้ามาแข่งขันในตลาดผักและผลไม้ของประเทศไทย แม้ว่าผลของนโยบายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เพราะมีความหลากหลายของพืชผักและผลไม้เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นก็ตาม แต่ในด้านของผู้ผลิตนั้นย่อมนำไปสู่สถานการณ์ที่มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านราคาและคุณภาพของสินค้าที่ผลิตตามมา สถาบันจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตสินค้าเกษตรของโครงการหลวงเพื่อมุ่งสู่ลู่ทางการตลาดในอนาคตต่อไป

วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อศึกษาสถานภาพการนำเข้าและส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของไทย หลังจากที่มีนโยบายการค้าเสรี
2. เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวง ภายใต้ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า
3. เพื่อวิเคราะห์ และจัดทำกลยุทธ์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวง พร้อมข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนกลยุทธ์
ขอบเขต : 1. พื้นที่การศึกษา
- สำนักงานโครงการหลวง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงที่เกี่ยวข้อง

2. ขอบเขตการศึกษา
(1) ศึกษาและวิเคราะห์สถานภาพการนำเข้าและส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของประเทศไทย หลังจากที่มีนโยบายการค้าเสรี
(2) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านการผลิต ตลาด และต้นทุน รวมทั้งระบบการส่งผลผลิตสู่ตลาดในประเทศ และต่างประเทศของโครงการหลวง
(3) วิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวง ภายใต้ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า
(4) กำหนดกลยุทธ์และเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวง

3. วิธีการศึกษา
(1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลของกรมศุลกากร ในรายละเอียดการนำเข้า - ส่งออกสินค้าพืชผักผลไม้ และกาแฟไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปี และคาดการณ์ในอนาคต 5 ปี จากปีที่ทำการศึกษา เพื่อเสนอแนะความได้เปรียบและเสียเปรียบดุลการค้าจากสินค้าในกลุ่มดังกล่าว ภายใต้กรอบนโยบายเขตการค้าเสรี
(2) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของโครงการหลวง ในด้านการผลิต การจำหน่าย ต้นทุน และระบบการขนส่งและจัดจำหน่าย สำหรับพืชผัก 5 ชนิด ไม้ผล 6 ชนิด และกาแฟ
(3) ศึกษาและวิเคราะห์เพื่อนำเสนอกฎเกณฑ์และมาตรการทางการค้าพืชผักและผลไม้ของประเทศต่างๆ ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะแนววิธีปฏิบัติ ภายใต้นโยบายเขตการค้าเสรี

(4) สำรวจผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าพืชผักและผลไม้ของไทย และผู้นำเข้าสินค้าพืชผัก-ผลไม้ของประเทศที่สำคัญ พร้อมทั้งให้คำเสนอแนะรูปแบบและความเป็นไปได้ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานในการส่งออกสินค้าพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวง
(5) จัดทำกลยุทธ์และเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวง
(6) จัดสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการวิจัย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: 1. มีข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรประเภทเดียวกับที่โครงการหลวงส่งเสริมการผลิต
ที่สามารถใช้ประกอบการกำหนดแนวทางการจัดการระบบการผลิตสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายเขตการค้าเสรี
2. ระบบการจัดการสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวงได้รับการเสริมสร้าง ให้แข่งขันได้ในช่องทางการตลาดสมัยใหม่ และแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันสามารถพัฒนาขยายตัวไปสู่ตลาดสากล เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าเกษตรของโครงการหลวง
เอกสารอ้างอิง : 1. กองพัฒนาเกษตรที่สูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (2544) ข้อมูลพื้นฐานศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 36
ศูนย์ ปี 2544
2. งานคัดบรรจุเชียงใหม่ มูลนิธิโครงการหลวง(ไม่ระบุปี) “เอกสารเผยแพร่งานคัดบรรจุเชียงใหม่ มูลนิธิ
โครงการหลวง
3. งานคัดบรรจุเชียงใหม่ (ไม่ระบุปี) “เอกสารเผยแพร่งานคัดบรรจุเชียงใหม่ มูลนิธิโครงการหลวง” เอกสาร
เผยแพร่มูลนิธิโครงการหลวง
4. ดนัย บุณยเกียรติ(2548) “ต้นทุนค่าแรงงานในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผัก” คณะเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”
5. ฝ่ายพัฒนา มูลนิธิโครงการหลวง (2548) .”รายงานประจำปี 2547”
6. ฝ่ายพัฒนา มูลนิธิโครงการหลวง (2550) .”รายงานด้านการพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง ประจำปี
งบประมาณ 2549”
7. ฝ่ายพัฒนา มูลนิธิโครงการหลวง (2551) .”รายงานด้านการพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง ประจำปี
งบประมาณ 2550”
8. ฝ่ายพัฒนา มูลนิธิโครงการหลวง (2552) .”รายงานด้านการพัฒนามูลนิธิโครงการหลวง ประจำปี
งบประมาณ 2551”
9. ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร (2551) “รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาความเป็นไป
ได้ในการสร้างเครือข่ายเกษตรกรเพื่อนำร่องการส่งเสริมการผลิตผลไม้คุณภาพเพื่อการส่งออก”
เอกสารวิจัยเสนอต่อศูนย์ส่งเสริมการส่งออกภาคตะวันออกเ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวง
พาณิชย์
10. ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ (2549) “โครงการศึกษาระบบการตลาดของสินค้าโครงการหลวง” เอกสาร
วิจัยเสนอต่อสำนักวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)
11. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(2539) รายงานฉบบับสมบูรณ์เรื่องลู่ทางและโอกาสส่งออกและ
ผลกระทบจากการมีเขตการค้าเสรีอาเชียน รายงานหลักเล่มที่ 1 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค
การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ” เสนอต่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
12. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(2548) รายงานฉบบับสมบูรณ์โครงการศึกษาวิเคราะห์ระบบ
บริหารจัดการตลาดผลไม้สดและแปรรูปภาคตะวันออก” เสนอต่อสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
13. สมพร อิศวิลานนท์ นงนุช อังยุรีกุล และ วิศิษฐ์ ลิ้มสมบูรณ์ชัย (2551) “การศึกษาเศรษฐกิจการผลิตและ
การตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวง เอกสารวิจัยเสนอต่อสำนักวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง
(องค์การมหาชน)
14. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2551) “สถิติการเกษตรของประเทศไทยปีการผลิต 2550/51” กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์
16. สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของชาติ (2550) “คู่มือแนวทางปฏิบัติเพื่อการส่งออกผลไม้ไป
สหรัฐอเมริกา” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
17. Donald J. Bowersox, David J. Closs, M Bixby Cooper. (2007) Supply Chain Logistic
Management Second Edition, Mcgraw Hill International Edition
18. Houston, J. E., M. Santillan and J. Marlowe. (2003). “U.S. Demand for Mild Coffees: Implications for Mexican Coffee”. Journal of Food Distribution Research. 34 (1).
19. International Coffee Organization.(2009) “Letter from the Executive Director”. Coffee Market
Report. May 2009.

สรุปผลการวิจัย : ประเทศไทยได้ให้ข้อผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก ที่จะเปิดประตูการค้าไปสู่การค้าเสรีในสินค้าเกษตรภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี พ.ศ. 2563 ในปัจจุบันประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมของการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆภายใต้เขตการค้าเสรี ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเชียนตั้งแต่ปี 2510 และรวมถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับบางประเทศเป็นการล่วงหน้า เช่นเขตการค้าเสรีไทย-จีน เขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งการจัดทำเขตการค้าเสรีดังกล่าวได้เร่งลดอัตราภาษีลงให้เร็วกว่ากำหนด โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีไทย-จีน ที่ได้กำหนดให้ลดภาษีสินค้าเกษตรในพิกัดศุลกากร รหัส 07 และ 08 ให้เป็นศูนย์นับจากปี 2546 สำหรับสินค้ากาแฟในพิกัดศุลกากร 09 ก็ได้เปลี่ยนแปลงลดอัตราภาษีลงจากระดับเดิมที่เป็นอยู่อย่างมาก ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าในช่วงเวลาเฉลี่ยปี 2546-48 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเฉลี่ยปี 2549-51 ภาพรวมของการขยายตัวของการส่งออกพืชผัก ผลไม้ และกาแฟ ของไทยเติบโตในระดับต่ำกว่าการเติบโตของการนำเข้าเป็นผลให้ความได้เปรียบดุลการค้าทั้งผักและผลไม้ของไทยมีแนวโน้มหดตัวลง
พืชผักสดและแช่เย็นของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกมาก 5 ลำดับแรก ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง
หอมหัวเล็กสด ข้าวโพดฝักอ่อน เห็ดสด และกระเจี๊ยบเขียว ส่วนพืชผักสดและแช่เย็นที่มีมูลค่าการนำเข้ามาก 5 ลำดับแรก ได้แก่ แครอทและเทอร์นิพสด มันฝรั่งสด หอมหัวเล็กสด กะหล่ำดอกและบร็อคโคลี และกระเทียมสด ในจำพวกพืชผักทำให้สุกหรือแช่แข็งพืชผักที่มีมูลค่าการส่งออกมาก 3 ลำดับแรกได้แก่ ถั่วบีน ข้าวโพดหวานและพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ส่วนการนำเข้าพืชผักทำให้สุกหรือแช่แข็งที่สำคัญได้แก่ มันฝรั่งและถั่วลันเตา ในส่วนของพืชผักทำให้แห้งสินค้านำเข้าที่มีมูลค่ามากในกลุ่มนี้ได้แก่พวกเห็ดทำให้แห้งชนิดต่างๆ
ในกลุ่มของผลไม้สดพบว่าผลไม้ที่มีมูลค่าการส่งออกมาก 5 ลำดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด ลำไยสด มังคุดสด มะพร้าวสด และผลไม้อื่นๆสด ส่วนผลไม้สดที่มีมูลค่าการนำเข้ามาก 5 ลำดับแรก ได้แก่ แอปเปิ้ลสด องุ่นสด แพรและควินซ์สด ผลไม้อื่นๆสด และส้มและซิทรัสอื่นๆ ในจำพวกผลไม้ทำให้แห้งผลไม้ที่มีมูลค่าส่งออกที่สำคัญ 3 ลำดับแรกได้แก่ ลำไยแห้ง หมากแห้ง และมะขามแห้ง ส่วนการนำเข้าสินค้าผลไม้ทำให้แห้งที่สำคัญ ได้แก่ ลำไยแห้ง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และเมล็ดอัลมอนด์
ในกลุ่มของกาแฟมีการส่งออกกาแฟไม่ได้คั่วไม่แยกกาเฟอีนออกและในขณะเดียวกันมีการนำเข้ากาแฟดังกล่าวเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน
ตลาดส่งออกพืชผักสดแช่เย็นที่สำคัญในเอเชีย ได้แก่ ตลาด East Asia รองลงมาได้แก่ ASEAN ส่วนตลาดนอกเอเชียที่สำคัญได้แก่ ตลาด EU สำหรับตลาดนำเข้าในเอเชียมีการนำเข้าจากตลาด East Asia ส่วนการนำเข้าจากตลาดนอกเอเชียได้แก่ตลาด North America สำหรับพืชผักจำพวกทำให้สุกหรือแช่แข็งเป็นการส่งออกไปในตลาด East Asia และตลาด North America เป็นสำคัญ
ตลาดส่งออกผลไม้สดมีการส่งออกไปในตลาดเอเชียที่สำคัญได้แก่ ตลาด East Asia และ ASEAN ส่วนตลาดนอกเอเชีย ได้แก่ตลาด North America และ ตลาด EU สำหรับการนำเข้าผลไม้สดจากเอเชียมีการนำเข้าจากตลาด East Asia เป็นสำคัญ การนำเข้าจากตลาดนอกเอเชียที่สำคัญได้แก่ตลาด North America ในจำพวกผลไม้ทำให้แห้งตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ตลาด East Asia และตลาด North America ส่วนตลาดนำเข้าในกลุ่มนี้นำเข้าจากตลาด ASEAN และตลาด North America
สำหรับกาแฟมีการส่งออกไปยังตลาด ASEAN และ North America และในขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าจากตลาดดังกล่าวเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน
ในการวิเคราะห์สถานภาพในการแข่งขันของสินค้าพืชผัก 5 ชนิด ซึ่งได้แก่ผักกาดหอมห่อ บร็อคโคลี แครอท มะเขือเทศ และมันฝรั่ง พบว่าพืชผัก 4 ชนิดในจำนวนดังกล่าวได้แก่ ผักกาดหอมห่อ บร็อคโคลี
แครอท และมันฝรั่งได้มีการนำเข้าขยายตัวสูงขึ้นกว่าการส่งออกในทุกปีทำให้มูลค่าการขาดดุลการค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสินค้าดังกล่าวมีการนำเข้าจากประเทศจีนเป็นสำคัญ ส่วนมะเขือเทศเป็นพืชผักชนิดเดียวในกลุ่มที่ศึกษาที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบดุลการค้า ประเทศผู้นำเข้ามะเขือเทศสดที่สำคัญจากไทยได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ในส่วนของสินค้าผลไม้ 7 ชนิดที่ศึกษา ได้แก่สตรอเบอรี่ พลับ พีช อะโวกาโด กีวีฟรุต องุ่น และแอปเปิ้ล พบว่าการค้าสินค้าดังกล่าวประเทศไทยมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออกและมีการขาดดุลการค้าผลไม้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามในจำนวนผลไม้ทั้ง 7 ชนิดดังกล่าว สินค้า สตรอเบอรี่เป็นสินค้าที่มีทั้งการส่งออกและการนำเข้าในมูลค่าที่สูง การนำเข้าสตรอเบอรี่สดนั้นเป็นการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการนำเข้าสตรอเบอรี่ทำให้สุกและปรุงแต่งนำเข้าจากประเทศจีนเป็นสำคัญและการส่งออกนั้นเป็นการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นทั้งสตรอเบอรี่สด สตรอเบอรี่ทำให้สุกและสตรอเบอรี่ปรุงแต่ง อย่างไรก็ตามทั้งสินค้าสตรอเบอรรี่สดและพลับสดของโครงการหลวงนั้นมีฤดูกาลให้ผลผลิตแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้า ทำให้สถานภาพของการแข่งขั้นของสินค้าดังกล่าวไม่รุนแรงและไม่เป็นอุปสรรคจากการเปิดเขตการค้าเสรี
เนื่องจากการก้าวไปสู่นโยบายการค้าเสรีแม้ประเทศต่างๆจะได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อยกเลิกกำแพงภาษี แต่เนื่องจากแต่ละประเทศผู้นำเข้าได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในสินค้านำเข้าเพิ่มมากขึ้นทั้งนี้เพื่อให้การคุ้มครองด้านสุขอนามัยกับผู้บริโภค การส่งออกสินค้าพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของไทยจึงต้องพัฒนารูปแบบของการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้การที่ประเทศไทยได้เร่งเปิดเสรีทางการค้าโดยได้จัดทำเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ได้มีผลต่อการปรับลดอัตราภาษีในกลุ่มผักและผลไม้ในหลายชนิดให้เป็นศูนย์ หรือเกือบเป็นศูนย์ สำหรับพืชผักสดตามรายการที่ศึกษา ได้แก่ ผักกาดหอมห่อ แครอท มันผรั่ง บร็อคโคลี และ มะเขือเทศ พบว่าอัตราภาษีนำเข้ามายังประเทศไทย จาก จีน นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น เป็นศูนย์ ส่วนออสเตรเลียจะเป็นศูนย์ในปี 2553 มีเฉพาะมันฝรั่งสดที่รัฐบาลยังสนใจให้การปกป้อง โดยมีโควตาในการนำเข้าจากจีนและออสเตรเลีย
ในกรณีของผักกาดหอมห่อสด แม้จะมีอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์สำหรับการนำเข้าจาก จีน นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ส่วนการนำเข้าจากออสเตรเลียจะมีภาษีเป็นศูนย์ในปี 2553 แต่เนื่องจากการบริโภคผักกาดหอมห่อในไทย เป็นการบริโภคสดเป็นสำคัญ คุณภาพความสดและความสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อของผู้บริโภค ข้อนี้ทำให้ผลผลิตในประเทศได้เปรียบสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าของโครงการหลวงยังมีโอกาสได้รับความเชื่อมั่นในคุณภาพจากผู้บริโภคในประเทศตลอดจนโรงแรมและภัตตราคารซึ่งมีความต้องการใช้พืชผักชนิดนี้สูง ที่สำคัญคือต้องรักษาระดับความเป็นสินค้าที่มีความสดและปลอดภัย ในส่วนของมะเขือเทศสด แม้ประเทศไทยไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้ามะเขือเทศสดจากจีน นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น และรวมถึงการนำเข้าจากออสเตรเลียที่จะมีภาษีเป็นศูนย์ในปี 2553 แต่การทำเขตการค้าเสรีมะเขือเทศสดกับประเทศดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศมากนักและประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการส่งออกมะเขือเทศสด เพราะผลผลิตมะเขือเทศของไทยมีคุณภาพในเกณฑ์ดี
สำหรับผลไม้สด ไทยไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าผลไม้ โดยเฉพาะพลับและพีช จาก จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น ส่งผลให้มีการนำเข้าพลับและพีชสด เข้ามาวางจำหน่ายทั่วไปเป็นจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าทั้งพลับและพีชที่ผลิตในประเทศยังมีคุณภาพเป็นรองที่นำเข้า แต่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวพลับและพีชของไทยเป็นช่วงที่ผลไม้ดังกล่าวในแหล่งอื่นๆมีอุปทานจำกัดทำให้ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับตลาดในประเทศไทย
ในกรณีสตรอเบอรี่สด และอะโวกาโดสด ปัจจุบันประเทศไทยไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากประเทศจีน นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น แต่ยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากประเทศออสเตรเลียร้อยละ 6 และจะลดภาษีเป็นศูนย์ในปี 2553 ที่ควรให้ความสนใจคือสตรอเบอรี่สดที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีผลขนาดใหญ่และสามารถนำเข้าได้ในราคาที่ต่ำลงซึ่งอาจจะมีผลลบต่อผลผลิตในประเทศ สำหรับอะโวกาโดสด ยังไม่แพร่หลายในตลาดในประเทศ การแข่งขันจึงยังไม่รุนแรง ที่นำเข้ายังมีไม่มาก ในส่วนขององุ่นสดประเทศไทยไม่เก็บภาษีนำเข้าองุ่นสดจากจีน แต่มีการปกป้องตลาดในประเทศจากสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น โดยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าองุ่นสดจากออสเตรเลียร้อยละ 18 ในปี 2552 แต่จะทยอยลดร้อยละ 3 ต่อปี จนเป็นศูนย์ในปี 2558 และใช้ special safeguard กับองุ่นสดที่นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยจัดองุ่นสดไว้ใน sensitive list มีการกำหนดปริมาณนำเข้า ซึ่งหากเกินที่กำหนดจะเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงกว่าปกติ องุ่นสดจากญี่ปุ่นต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 20 ในปี 2552 และทยอยลดลงร้อยละ 5 ต่อปี จนเป็นศูนย์ในปี 2557 ดังนั้น ในกรณีสินค้าองุ่นสดประเทศไทยได้มีมาตรการปกป้องตลาดในประเทศในระยะสั้นพอสมควร(หากไม่นับรวมประเทศจีน) ปัญหาอยู่ที่คุณภาพของผลผลิต องุ่นสดที่นำเข้ามักจะมีคุณภาพดีกว่าที่ผลิตได้ในประเทศ และเข้ามาแข่งในตลาดสินค้าคุณภาพมากกว่าแข่งขันโดยทั่วไป
สำหรับสินค้ากาแฟ ไทยไม่เก็บภาษีนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์และญี่ปุ่น แต่ทั้งสองประเทศก็ไม่ใช่ผู้ส่งออกที่สำคัญ ประเทศไทยเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 30 จากกาแฟที่นำเข้าในโควตาจากจีนและจากประเทศออสเตรเลีย ส่วนที่นำเข้านอกโควตาจะเก็บภาษีนำเข้าจากจีนร้อยละ 91 และจากประเทศออสเตรเลียร้อยละ 90 ซึ่งสินค้ากาแฟกล่าวได้ว่าได้รับการปกป้องตลาดในประเทศไว้ในระดับหนึ่ง
ในส่วนของการนำเข้าพืชผักและผลไม้จากไทยของประเทศจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประเทศที่กล่าวถึงไม่เก็บภาษีนำเข้าผ้กสดในที่นี้ได้แก่ ผักกาดหอมห่อ แครอท มันฝรั่ง จากไทย แต่ปัญหาอยู่ที่ผลผลิตของประเทศไทยอาจแข่งขันไม่ได้กับผลผลิตในประเทศปลายทางเหล่านี้ ประเทศไทยจึงไม่อาจใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีในส่วนนี้ได้ เช่นเดียวกันสำหรับผลไม้สด ได้แก่ พลับ พีช สตรอเบอรี่ กีวีฟรุต องุ่น และอะโวกาโด ที่ประเทศจีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ไม่เก็บภาษีนำเข้าจากประเทศไทย แต่ปัญหาอยู่ที่คุณภาพผลไม้เมืองหนาวเหล่านี้ที่ผลิตในประเทศไทย ยังเป็นรองที่ผลิตได้ในประเทศปลายทาง ไทยจึงไม่อาจใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีในส่วนนี้ได้
กรณีของผักสดนำเข้าจากไทยของประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นยังเก็บภาษีนำเข้าผักสดจากไทย โดยเก็บภาษีบร็อคโคลีร้อยละ 3.8 ผักกาดหอมห่อ แครอท และ มะเขือเทศเก็บภาษีร้อยละ 1.9 แต่ไม่เก็บภาษีนำเข้ามันฝรั่งสดจากไทย หากประเทศไทยสามารถผลิตผักสดที่มีคุณภาพได้มาตรฐานการนำเข้าและมีต้นทุนไม่สูงจนเกินไป ประเทศไทยอาจใช้ประโยชน์ความตกลงส่วนนี้ส่งผักสดบางชนิดไปขายในตลาดญี่ปุ่นได้ ในส่วนของผลไม้สด ประเทศญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าองุ่นสดจากประเทศไทยร้อยละ 4.9 และ เก็บภาษีถึง 12.4สำหรับผลไม้สดที่นำเข้าในช่วงเวลา 1 มีนาคม – 31 ตุลาคม รองลงไป คือ กีวีฟรุตเก็บภาษีร้อยละ 4.0 พลับ พีช สตรอเบอรี่เก็บภาษีร้อยละ 3.8 และไม่เก็บภาษีนำเข้าอะโวกาโดจากประเทศไทย แต่เช่นกัน ประเทศไทยยังไม่อาจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ เนื่องจากปัญหาคุณภาพของสินค้า ซึ่งสำหรับผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นต้องการผลไม้สดที่มีคุณภาพดี
สำหรับสินค้ากาแฟประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น ไม่เก็บภาษีนำเข้ากาแฟจากประเทศไทย หากสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดปลายทาง และ/หรือ ผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทย ยังมีโอกาสทำตลาดในส่วนนี้ได้
ในด้านการผลิตพืชผัก ผลไม้ และกาแฟของโครงการหลวงซึ่งเป็นกระบวนการของห่วงโซ่อุปทาน
ต้นน้ำพบว่าระบบการผลิตพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวงได้ใช้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงซึ่งมีจำนวน 38 ศูนย์ เป็นแหล่งในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและในขณะเดียวกันเป็นแหล่งในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ซึ่งระบบการผลิตพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวงได้พัฒนาไปสู่ระบบการผลิตอาหารปลอดภัยภายใต้มาตรฐาน GAP ครอบคลุมในทุกศูนย์พัฒนาฯและในขณะเดียวกันผลผลิตที่รวบรวมและมีพืชผักบางชนิดได้พัฒนามาตรฐานการผลิตไปสู่ EUREPGAP ซึ่งเป็นมาตรฐานของกลุ่ม EU นอกจากนี้ยังได้ผลิตพืชผักบางชนิดภายใต้มาตรฐานอินทรีย์ (organic) ในส่วนของกระบวนการตัดแต่งเพื่อการคัดเกรดและบรรจุภัณฑ์ซึ่งกระบวนการดังกล่าวของโครงการหลวงนอกจากจะมีศูนย์คัดบรรจุแม่เหียะที่เป็นศูนย์กลางในการคัดบรรจุแล้ว ยังมีศูนย์พัฒนาบางแห่งฯที่ดำเนินการคัดมาตรฐานและจัดทำบรรจุภัณฑ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งหน่วยงานคัดบรรจุดังกล่าวได้มาตรฐานตามระบบ GMP และ HACCP ด้วยเช่นกัน ซึ่งสินค้าพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวงจึงอยู่ในกลุ่มของสินค้าปลอดภัยต่อผู้บริโภคและมีการจำหน่ายผ่านช่องทางการตลาดร้านค้าสมัยใหม่ (modern trade) ห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ภัตตราคาร ผู้ประกอบกิจการอาหาร และร้านค้าปลีกโครงการหลวง(ดอยคำ) เป็นต้น เพื่อกระจายให้กับผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการจำหน่ายสินค้าของโครงการหลวงทั้งในกลุ่มพืชผัก กลุ่มผลไม้ และกลุ่มอื่นๆ ได้มีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันนำมาซึ่งแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญของครัวเรือนบนพื้นที่สูง นอกจากนี้การผลิตพืชผักและผลไม้บนพื้นที่สูงของโครงการหลวงยังได้เป็นผู้นำในการผลิตอาหารหรือพืชผักและผลไม้ปลอดภัยให้กับผู้บริโภคในประเทศ
ในด้านการตลาดกาแฟอาราบิก้าของมูลนิธิโครงการหลวงจะมีศูนย์พัฒนาเป็นกลไกทั้งในการส่งเสริมเทคโนโลยีและการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรโดยมีเกรดและมาตรฐานในการรับซื้อที่แน่นอนและจัดส่งมายังงานบัญชีกาแฟของโครงการหลวง แม้ว่าในแหล่งผลิตบนพื้นที่สูงจะมีคนกลางเอกชนเข้าไปรวบรวมผลผลิตกาแฟจากเกษตรกรแต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังนำผลผลิตมาจัดส่งให้กับศูนย์พัฒนาซึ่งเมื่อผลผลิตได้รวบรวมและจัดส่งมาที่งานบัญชีกาแฟแล้วจะมีการจำหน่ายออกในรูปของกาแฟกะลาและกาแฟคั่วบรรจุถุงตามชั้นคุณภาพ โดยลูกค้าที่สำคัญได้แก่บริษัทผู้แปรรูปกาแฟของเอกชนเป็นสำคัญ
ในการศึกษาลักษณะการจัดการของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานการส่งออกผักและผลไม้พบว่าในการส่งออกผักและผลไม้ของผู้ประกอบการเอกชน ได้ตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าที่จะต้องถือปฏิบัติ ทั้งนี้ในการจัดหาผักและผลไม้เพื่อการส่งออกผู้ประกอบการที่ส่งออกทั้งในกรณีของผักและในกรณีของผลไม้จะสร้างเครือข่ายกับเกษตรกรผู้ผลิตทั้งในรูปของ contract farming และเครือข่ายในรูปแบบอื่นๆเพื่อสร้างมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ระบบการผลิตต้นน้ำ ไปจนถึงหน่วยตรวจสอบและประเมินคุณภาพสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้า และผู้นำเข้าสินค้าในตลาดนำเข้าและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่ด้อยมาตรฐานความปลอดภัยในการส่งออกหากเป็นสินค้าพืชผักและผลไม้บางชนิดจะส่งออกทางเครื่องบิน โดยเฉพาะสินค้าผักและผลไม้ที่เน่าเสียง่ายและมีมูลค่าต่อหน่วยสูง เช่นมะม่วง หรือมังคุด ก็จะส่งออกทางเครื่องบินไปยังตลาดญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนจะส่งไปทางเรือเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการขนส่งทางเรือจะมีต้นทุนต่อกก.ต่ำกว่าการขนส่งทางเครื่องบินมาก ละเนื่องจากการ เน่าเสียหายง่ายของผักและผลไม้ผู้ประกอบการส่งออกจะต้องจัดเตรียมเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และใบรับรองอื่นๆตามที่ประเทศผู้นำเข้าระบุไว้ให้พร้อม ในการจัดการขนส่งสินค้าที่สนามบินหรือที่ท่าเรือทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้ามักจะจ้าง forwarder คอยดูแลสินค้าและจัดการเรื่องเอกสารและพิธีการทางศุลกากร
สำหรับโอกาสการแข่งขันทางการค้าของสินค้าพืชผักสด ผลไม้สด และกาแฟของโครงการหลวงภายใต้ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า ในภาพรวมแล้วพืชผักสด ผลไม้สดและกาแฟที่เป็นสินค้าของโครงการหลวง สามารถแข่งขันได้กับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในประเทศ ทั้งนี้เพราะสินค้าของโครงการหลวงดังกล่าวมีตลาดจำเพาะและเป็นการผลิตภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย โดยพบว่าในช่วงปี 2550-51 พืชผักสดของโครงการหลวงมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นผักกาดฮ่องเต้ แตงกวายุโรป บีทรูท และมันฝรั่งที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาลดลง ในกลุ่มผลไม้สดมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นในส่วนของไม้ผลขนาดเล็กและไม้ผลเมืองร้อน ส่วนไม้ผลเมืองหนาวพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีการเปลี่ยนแปลงราคาลดลง โดยเฉพาะ พลับ P2 พลัมเหลืองบ้านหลวง พีชต่างๆ สาลี่ กีวีฟรุต สำหรับการจำหน่ายสินค้ากาแฟของโครงการหลวงมีมูลค่าการจำหน่ายเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแต่หากนโยบายการปกป้องตลาดสินค้ากาแฟของไทยทยอยลดน้อยถอยลงอาจจะได้รับผลกระทบเกิดขึ้นจากกาแฟนำเข้าที่มีระดับราคาที่ต่ำกว่าได้
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับระบบการตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวงภายใต้ SWOT Analysis พบว่า ปัจจัยที่เป็นโอกาสต่อระบบการตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวงได้แก่ ผู้บริโภคยอมรับในตราสินค้า คุณภาพ และความปลอดภัย แนวโน้มการบริโภคอาหารปลอดภัยที่สูงขึ้นของคนในสังคม การผลิตพืชผักของโครงการหลวงมีการนำเอามาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและการคัดบรรจุไปส่งเสริมรวมถึงการมีระบบสารสนเทศน์เพื่อการตัดสินใจ ห้างสรรพสินค้าและผู้ประกอบการในตลาดโมเดินเทรดสนใจทำธุรกิจกับโครงการหลวง สินค้าพืชผักและผลไม้ของโครงการหลวงเอื้อต่อการส่งออกตามข้อตกลงภายใต้เงื่อนไข FTA เช่น JTEPA
ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญของระบบการตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวงได้แก่ มีการขยายตัวของการแข่งขันทางการตลาดของผู้ประกอบการเอกชนบนพื้นที่สูง มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น สินค้านำเข้าพืชผักและผลไม้หลายชนิดโดยเฉพาะจากจีนมีราคานำเข้าต่ำกว่าและมีการนำเข้ามาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นตามเงื่อนไข FTA
ปัจจัยที่เป็นจุดแข็งของระบบการตลาดสินค้าเกษตรของโครงการหลวงได้แก่บุคคลากรมีปณิธานร่วมกันเพื่อการบรรลุเป้าหมายของโครงการหลวง มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฯและมีบุคคลากรของศูนย์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขับเคลื่อนภาระกิจตามที่ได้รับมอบหมายทำให้ระบบการจัดหาและรวบรวมผลผลิต
ต้นทางมีอุปสรรคลดลง ภาพลักษณ์ของโครงการเป็นที่ยอมรับ มีนโยบายการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานอาหารปลอดภัยและตามมาตรฐานโลก(GLOBALGAP) เป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดเสมอ
ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อนของระบบการตลาดสินค้าเกษตรโครงการหลวงได้แก่ พื้นที่ภายใต้การส่งเสริมอยู่ห่างไกลต่อการสื่อสารการติดตามงานและยังขาดผู้นำเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ ระบบการทำงานยังเป็นระบบแยกส่วนและขาดกลไกในการนำฐานข้อมูลการผลิตมาเชื่อมโยงกับแผนการตลาด ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูง การผลิตไม่สอดคล้องกับภาวะความต้องการของตลาดทำให้บางครั้งมีผลผลิตมากกว่าความต้องการ ยังขาดแผนการทำงานที่สามารถเชื่อมโยงความสอดคล้องของการส่งเสริมการผลิตและการพัฒนาการตลาด เช่น แผนธุรกิจ บุคคลากรยังขาดมุมมองเรื่องโซ่อุปทานจึงทำให้มองภาพการผลิตและการตลาดแยกส่วนกัน
รายชื่อนักวิจัยในโครงการ : พบ 2 รายการ   
ชื่อนักวิจัยตำแหน่งในโครงการสัดส่วนปริมาณงาน (%)
 รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัย 40.00
 น.ส.สายทอง อินชัย ผู้ประสานงานโครงการ 0.00
 
ลิขสิทธิ์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
เอกสารที่เกี่ยวข้อง : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
สารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ : พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ
 
โครงการวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง: พบ 0 รายการ   
ไม่พบรายการ

     
แบบฟอร์มคำร้องขอข้อมูลงานวิจัย :

ชื่อผู้ขอ :
Email address :
บันทึกคำขอ :
ที่อยู่ :